ลีสซิ่งรถยนต์และเช่าซื้อรถยนต์ ต่างกันอย่างไร

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการลีสซิ่งและการเช่าซื้อรถยนต์

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการลีสซิ่งและการเช่าซื้อรถยนต์

      การเช่าซื้อหรือการลีสซิ่งหากจะกล่าวว่ารถยนต์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการบริหารงานดำเนินธุรกิจ ก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะนอกจากการใช้รถยนต์ในงานส่วนต่างๆ แล้ว ก็ยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับพนักงานในส่วนบริหารงานต่างๆ ด้วย ดังนั้นการที่ธุรกิจนั้นๆ จะมีรถยนต์ไว้ใช้จึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าในการจัดหามา เพราะนอกจากจะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นในส่วนนี้แล้วยังมีค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ฉะนั้นจึงได้เกิดธุรกิจบริการในรูปแบบของการเช่าซื้อรถยนต์เกิดขึ้น โดยที่หน่วยงาน หรือบริษัท หรือองค์กรต่างๆ ไม่ต้องควักเงินก้อนออกมาใช้จ่ายในส่วนนี้ เพราะธุรกิจการเช่าซื้อรถยนต์จะเป็นผู้ที่ให้บริการในการจัดหารถยนต์มาให้ใช้โดยจ่ายเป็นค่างวดตามกำหนดสัญญาที่ทำขึ้น ซึ่งจะเป็นในรูปแบบบริการสินเชื่อประเภทเช่าซื้อ หรือ ลีสซิ่ง

 การเช่าซื้อ และการลีสซิ่ง คืออะไร

      การเช่าซื้อหรือการลีสซึ่ง ก็คือสินเชื่อที่ทำให้เราได้สินค้า เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ มาใช้โดยที่เรายังไม่ได้เป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้นๆ และไม่ต้องจ่ายเงินก้อน แต่จะเป็นการผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ ตามเงื่อนไขสัญญา และไม่ต้องกังวลเรื่องหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือพูดง่ายๆ ว่า ก็คือการเช่าซื้อสินค้ามาใช้นั่นเอง

       สินเชื่อการเช่าซื้อ (Hire Purchase) จะมีหลักการคล้ายกับการซื้อสินค้าแบบเงินผ่อน แต่ต่างกันตรงที่ว่าความเป็นเจ้าของหรือกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้นยังไม่เป็นของเราจนกว่าจะชำระค่าสินค้านั้นครบถ้วนแล้วตามกำหนดสัญญาที่ทำไว้ แต่เราสามารถนำสินค้านั้นไปใช้ได้ก่อนในขณะที่มีการผ่อนชำระค่างวดตามจำนวนเงินและระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามสัญญา ในที่นี้ถ้าเป็นรถยนต์ ก็หมายความว่า เราจะสามารถนำรถยนต์ไปใช้ได้ก่อนในขณะที่มีการผ่อนชำระค่างวดอยู่ และเมื่อจ่ายค่างวดจนครบถ้วน เราจึงจะมีสิทธิ์เป็นเจ้าของได้อย่างสมบูรณ์

  การลีสซิ่งกับการเช่าซื้อต่างกันอย่างไรที่เราควรทราบ

    การลีสซิ่ง (Leasing) จะมีหลักการคล้ายกับสัญญาการเช่าซื้อ กล่าวคือ เราสามารถนำสินค้านั้นไปใช้ได้ก่อนในขณะที่เราชำระเงินเป็นงวดๆ ตามจำนวนเงินและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา แต่ต่างกันตรงที่เมื่อสิ้นสุดสัญญาแล้ว เราสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อ หรือต่อสัญญาเช่า หรือว่าส่งคืนสินค้านั้นให้กับผู้ให้เช่า โดยส่วนใหญ่ผู้ที่เลือกทำสัญญาสินเชื่อแบบการลีสซิ่งนี้ มักจะเป็นบริษัทหรือนิติบุคลที่ต้องการเช่าซื้อสินค้าที่มีราคาแพงหรือในปริมาณมาก เช่น เครื่องจักร รถยนต์ หรืออาจเป็นการเช่าสินค้าที่เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น คอมพิวเตอร์สำนักงาน เครื่องถ่ายเอกสาร และในที่นี้หากเป็นรถยนต์ก็จะเป็นการลีสซิ่งรถยนต์โดยที่เราสามารถนำรถยนต์ไปใช้ได้ก่อนในขณะที่ชำระเงินค่าเช่าเป็นงวดๆ ตามสัญญา และเมื่อครบสัญญาเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะซื้อต่อ หรือต่อสัญญาเช่า หรือว่าจะส่งคืนรถยนต์ให้กับผู้ให้เช่านั้น และในกรณีนี้เราสามารถเลือกเงื่อนไขเพิ่มเติมในการบำรุงรักษารถยนต์ได้ด้วย ซึ่งทำให้ไม่ต้องแบกภาระเรื่องค่าซ่อมบำรุงในขณะใช้งานอีกด้วย

      จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของการลีสซิ่งรถยนต์นั้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการให้กับธุรกิจได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในการเช่าซื้อรถยนต์และไม่ต้องแบกภาระในเรื่องการซ่อมบำรุง ค่าเสื่อมสึกหรอของอะไหล่ต่างๆ ของรถยนต์ ลดความยุ่งยากในการจัดซื้อจัดหารถยนต์ เรื่องการประกันภัย ทำให้ธุรกิจสามารถจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายได้อย่างถูกต้องชัดเจนในทุกๆ เดือนได้ อีกทั้งไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือต้องเตรียมวงเงินเหมือนในกรณีที่ซื้อรถยนต์ และยังมีรถยนต์ที่อยู่ในสภาพดีเสมอให้ใช้ตลอดอายุสัญญาอีกด้วย

    จะเห็นได้ว่าการเช่าซื้อรถยนต์ และการลีสซิ่งรถยนต์ มีความเหมือนและแตกต่างกันเล็กน้อย กล่าวคือ การเช่าซื้อรถยนต์ และการลีสซิ่งรถยนต์ มีหลักการคล้ายกับการผ่อนสินค้าเป็นงวดๆ โดยที่รถยนต์นั้นจะไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของผู้เช่าซื้อ จนกว่าจะจ่ายค่างวดจนครบกำหนดตามสัญญา แต่สำหรับการลีสซิ่งรถยนต์นั้นสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อรถยนต์คันนั้นต่อ หรือต่อสัญญาเช่า หรือจะส่งคืนรถยนต์ให้กับบริษัทผู้ให้การเช่าซื้อก็ได้ ซึ่งผู้ที่ใช้บริการในลักษณะนี้มักเป็นในรูปแบบของบริษัทหรือนิติบุคคลมากกว่า ก็จะทำให้ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ทำธุรกิจได้มากเลยทีเดียว

       ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการเช่าซื้อรถยนต์ หรือการลีสซิ่งรถยนต์ก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้เช่าซื้อได้มีรถยนต์ไว้ใช้งานหรืออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันหรือการทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามหากผู้เช่าซื้อในแบบการลีสซิ่งรถยนต์เมื่อมีการยกเลิกการเช่าก่อนครบกำหนดสัญญาก็จะต้องมีการปรับเงินค่าเสียหายอันเนื่องมากจากการยกเลิกสัญญานั้นให้กับผู้ให้เช่าซื้อด้วย หรือหากมีการเช่าซื้อต่ออาจได้ปรับลดอัตราค่างวดในการเช่าซื้อครั้งต่อไปก็ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับนโยบายแผนการบริหารงานและการตลาดของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อนั้นๆ เพื่อจูงใจให้ผู้เช่าซื้อใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

      การจะเลือกใช้บริการการเช่าซื้อรถยนต์ในแบบใด ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเช่าซื้อ และความคุ้มค่าของการเช่าซื้อนั้นๆ ของผู้เช่าซื้อเอง ซึ่งก็สามารถปรึกษากับผู้ให้เช่าซื้อได้เพื่อทำการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียได้อย่างชัดเจน เพื่อประโยชน์ของผู้เช่าซื้อเอง

Related posts